วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

ความร้ายแรงของสารเคมีในสบู่ที่เราใช้น่ากลัวแค่ไหน

สารเคมีสังเคราะห์ในสบู่เหลวภัยเงียบที่มองไม่เห็น

ดัง ได้กล่าวแล้วว่าส่วนประกอบส่วนใหญ่ที่ใช้ในการผลิตสบู่เหลวนั้นเป็นสารเคมี สังเคราะห์ จะมีส่วนผสมของสมุนไพรหรือสารสกัดจากธรรมชาติอยู่บ้างก็เป็นส่วนน้อย ส่วนผสมของสบู่เหลวมีอยู่ 2 ส่วนคือ ส่วนประกอบหลักและส่วนประกอบเพิ่มเติม

ส่วนประกอบหลัก
ส่วน ประกอบหลักคือ สารชำระล้าง (detergent) เพื่อทำหน้าที่ในการทำความสะอาด ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง สารชำระล้างแบ่งออกเป็นหลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติ และประสิทธิภาพในการทำความสะอาดแตกต่างกัน และมีความเหมาะสมกับผิวแต่ละชนิดแตกต่างกันไปด้วย สารชำระล้างที่ใช้ในสบู่เหลวแบ่งออกเป็น 4 ชนิดคือ
สารชำระล้างชนิดประจุลบ มีคุณสมบัติในการทำความสะอาดได้ดีกว่าชนิดอื่น ทำให้เกิดฟองเร็วและมากราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้เป็นสารหลักในสบู่เหลว แชมพู น้ำยาล้างจาน และน้ำยาทำความสะอาดอื่นๆ แต่สารชำระล้างชนิดประจุลบนี้ค่อนข้างแรง จึงอาจระคายเคืองต่อผิว ที่นิยมใช้มีอยู่หลายตัวเช่น
กลุ่ม fatty alcohol sulfate เช่น sodium lauryl sulfate
กลุ่ม fatty alcohol ether sulfate เช่น sodium lauryl ether sulfate
กลุ่ม alkyl ether sulfosuccinate เช่น sodium lauryl ether sulfosuccinate

สารชำระล้างชนิดประจุบวกมีประสิทธิภาพในการชำระล้าง และเกิดฟองน้อยกว่าชนิดประจุลบระคายเคืองต่อผิวหนัง และเนื้อเยื่อตา มีราคาแพงแต่มักจะนำมาใช้ร่วมกับสารชำระล้างชนิดประจุลบในปริมาณไม่มากนัก เพื่อช่วยแก้ไขจุดอ่อนของสารชำระล้างชนิดประจุลบ เพื่อไม่ให้สบู่เหลวมีประจุลบมากเกินไป ตัวอย่างของสารเคมีในกลุ่มนี้ได้แก่
polyquaternium 7, 10, 22
quaternary esters

สารชำระล้างชนิดไม่มีประจุ มีประสิทธิภาพในการชำระล้างได้ดี แต่มีฟองไม่มาก เป็นสารเคมีที่มีความอ่อนโยนกว่าสองชนิดที่ผ่านมา จึงมักใช้ในสบู่เหลวสำหรับเด็ก หรือใช้เป็นสารเสริมร่วมกับสารชนิดประจุลบ ตัวอย่างของสารเคมีในกลุ่มนี้ได้แก่ polyxyethylene fatty alcohols
สารชำระล้างชนิดสองประจุ สารชำระล้างในกลุ่มนี้ให้ฟองปานกลางและระคายเคืองต่อผิวน้อย จึงนิยมใช้ในการผลิตสบู่เหลวที่อ่อนโยน สบู่เหลวสำหรับเด็ก ตัวอย่างของสารเคมีในกลุ่มนี้ได้แก่ cocamidopropyl betaine

ส่วนประกอบรอง ที่อาจเพิ่มเติมเข้าไปในสบู่เหลว ได้แก่
สารปรับสภาพผิว ช่วยเพิ่มความอ่อนนุ่มให้แก่ผิวสารที่นิยมใช้ได้แก่ PEG - 7 glycerylco coate
สารทำให้ข้น เพื่อเพิ่มความเหนียวหนืดให้แก่สบู่เหลว สารที่นิยมใช้ได้แก่
coconut diethanolamine
lauric acid diethanolamine
sodium chloride หรือเกลือแกง
PEG 6000 distearate
PEG - 55 propylene glycol oleate

สารที่ทำให้เกิดประกายมุก เพื่อทำให้สบู่เหลวดูสวยงาม น่าใช้ ดูมีราคา สารที่ใช้ได้แก่ ethylene glycol distearate
ตัวทำลาย ช่วยเพิ่มความสามารถในการละลายน้ำของส่วนประกอบที่ไม่ละลายน้ำ เช่น น้ำหอม สารที่ใช้ได้แก่ PEG - 40 hydrogenated castor oil
สารกันเสีย สารที่นิยมใช้ได้แก่
methyl paraben, propyl paraben
2- bromo-2-nitro-1, 3 propanediol
isothiazolinone derivertives

ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สีน้ำหอม สารฆ่าเชื้อโรค สมุนไพร วิตามินอี เป็นต้น โดยทั่วไปการใช้สารเคมีเหล่านี้ในการผลิตสบู่เหลว จะมีข้อกำหนดอย่างเข้มงวดในเรื่องของเกรดของสารเคมีที่เหมาะสมต่อผิว ปริมาณและความเข้มข้นที่เหมาะสม เพราะหากมีการใช้เกรด ปริมาณ และความเข้มข้นที่ไม่เหมาะสม เพราะหากมีการใช้เกรด ปริมาณ และความเข้มข้นที่ไม่เหมาะสม ก็จะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ในระยะเวลาอันสั้น เช่น ทำให้เกิดอาการแพ้ถ้าเข้าตาจะทำให้เยื่อบุตาอักเสบ หรือถึงขั้นตาบอดได้ เป็นต้น
อย่างที่กล่าวแล้วว่า สารเคมีสังเคราะห์เหล่านี้สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้ แล้วไปสะสมอยู่ในเซลล์อวัยวะภายในและกระแสเลือด มีรายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ในยุโรปและอเมริกายืนยันว่า สารเคมีเหล่านี้มีโอกาสที่จะทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง ตัวอย่างเช่น
สาร SLS และ SLES สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และจะไปสะสมอยู่ในดวงตา สมอง หัวใจ และตับ ซึ่งจะมีผลเสียต่ออวัยวะเหล่านี้ในระยะยาว SLS สามารถเป็นสาเหตุของโรคต้อกระจกในผู้ใหญ่ และมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสายตาของเด็ก ทั้ง SLS และ SLES สามารถก่อให้เกิด nitrosamine ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อมันถูกใช้ร่วมกับ DEA : Diethanolamine หรือ TEA : Triethanolamine ซึ่งเป็นสารประกอบรอง

DEA หรือ TEA เมื่อทำปฏิกิริยากับ nitrosating agent ที่อาจปนเปื้อนมากับสารเคมี (เช่นสารกันบูด) ที่ใช้ในสบู่หรือเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตและเก็บรักษา จะทำให้เกิดสาร introsamine ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ผลการศึกษาของโครงการพิษวิทยาแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาพบว่า DEA และ TEA สามารถซึมผ่านผิวหนัง และสะสมอยู่ในอวัยวะภายใน และเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในตับและไต สำนักงานคณะกรรมอาหารและยา สหรัฐอเมริกาก็มีคำแนะนำให้ลดการใช้ DEA และ TEA แต่ก็ปรากฏว่าสารเคมีทั้งสองนี้ยังพบได้ไม่ยากในสบู่เหลว แชมพู และ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ

PEG หรือ Polyethylene เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่ใช้ทดแทนสารเพิ่มความชุ่มชื้น จึงมักถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และถนอมผิวพรรณสถาบันเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยของวัตถุในสหรัฐอเมริกา ได้ออกคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้ PEG เพราะเป็นสารที่ระคายเคืองต่อผิวมาก และอาจเป็นสาเหตุของ ความผิดปกติในตับและไตได้นอกจากนี้สารเคมีในกลุ่ม PEG มีโอกาสที่จะปนเปื้อน dioxanes ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้เป็นมะเร็งในตับและจมูกได้ กระทรวงสาธารณสุขของไทยก็มีประกาศข้อห้ามและข้อกำหนดในการใช้ PEG ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและเครื่องสำอางเช่นเดียวกัน

นี่เป็นเพียง ตัวอย่างของสารเคมีเพียงไม่กี่ตัว แต่ก็เป็นตัวหลักๆ ที่ใช้ในสบู่เหลว ยังมีสารเคมีอีกหลายตัวในสบู่เหลวที่สามารถส่งผลได้ในลักษณะเดียวกัน หรือแตกต่างกันออกไป ถึงแม้เรื่องนี้จะมีการพูดถึงมาหลายปีแล้ว ก็ตามแต่ก็นับว่ายังเป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะสำหรับสังคมไทย และอันตรายที่เกิดจากสารเคมีเหล่านี้ก็ยังไม่ได้แสดงผลอย่างชัดเจน จึงมักจะมีคำถามอยู่คำถามหนึ่งที่ถูกถามขึ้นมาเสมอว่า ถ้าเป็นจริงตามข้อมูลที่กล่าวมา ทำไมหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงปล่อยให้มีการใช้สารเคมีเหล่านี้ในหมู่สบู่เหลว หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ อยู่อีก? คำตอบของคำถามนี้ก็คงเหมือนกับคำถามที่ว่า ทำไมรัฐบาลจึงปล่อยให้มีการผลิตบุหรี่ เหล้า อยู่อีก? หรือทำไมจึงปล่อยให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในการปลูกพืชผักอยู่อีก? จึงอยากให้เราลองชั่งใจดูว่าจะเชื่อข้อมูลของฝ่ายไหนดี จะยังเชื่อคำโฆษณาของผู้ผลิตและใช้สบู่เหลวกันต่อไปหรือจะเริ่มฟังหูไว้หู กับคำเตือน ว่าสารเคมีเหล่านี้อาจจะก่อผลเสียทั้งเบาทั้งหนักแก่เราได้อย่างไม่ทัน รู้ตัว แล้วลองถามตัวเราเองต่อไปว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้ต้องใช้สบู่เหลวที่มีสารเคมีล้วนๆ จะไม่พยายามลดการใช้สารเคมีลงไปบ้างหรือลองหาทางเลือกอื่นๆ ในการที่จะไม่ใช้สารเคมีกับร่างกายเรา หันกลับไปใช้สบู่ก้อน ซึ่งโดยทั่วไปจะมีสารเคมีน้อยกว่าหรือหันไปใช้สมุนไพร สารจากธรรมชาติในการทำความสะอาด หรือหากยังชอบใจการใช้สบู่เหลวอยู่ละก็ ลองหันไปหาสบู่เหลวธรรมชาติ ซึ่งก็คงจะหาซื้อค่อนข้างยาก ทางที่ดีลงมือทำสบู่เหลวธรรมชาติที่แท้จริงใช้เองซ่ะเลย ว่าแต่ว่าคุณรู้หรือไม่ว่า สบู่เหลวที่แท้จริงคืออะไรและทำได้อย่างไร?


เอกสารอ้างอิง : " เครื่องสำอางเพื่อความสะอาด " เขียนโดย ผศ.พิมพร ลีลาพิสิฐ
พิมพ์ โดย ศูนย์ส่งเสริมตำราและเอกสารวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ พ.ศ. 2532 " คู่มือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อเศรษฐกิจชุมชน "
จัดพิมพ์โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กันยายน พ.ศ. 2543

ความปลอดภัยของสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ในเครื่องสําอาง

ความปลอดภัยของสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ในเครื่องสําอาง

ขณะนี้ได้มีข่าวเกี่ยวกับสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้ต่างประเทศได้ยกเลิกการใช้สารประเภทนี้ไปแล้ว แต่ในประเทศไทยยังมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง โดยเฉพาะสบู่เหลว ซึ่งใช้กันทุกเพศทุกวัย อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่ได้นิ่งนอนใจได้ทำการสืบค้นและติดตาม ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารที่ใช้ในเครื่องสำอางมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณี ความปลอดภัยของสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ในเครื่องสำอาง

สารโซเดียม ลอริล ซัลเฟต หรือที่นิยมเรียกในชื่อย่อว่า เอสแอลเอส (Sodium Lauryl Sulfate : SLS) เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เกิดฟอง ช่วยให้สิ่งสกปรก คราบไขมันหลุดออกไปได้ง่ายขึ้น จึงเรียกง่ายๆ ว่าเป็นสารทำความสะอาด นิยมใช้ทั้งในวงการอุตสาหกรรมและเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน (โดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้) เครื่องสำอางที่นิยมผสมสารนี้ ได้แก่ เครื่องสำอางที่ใช้แล้วล้างออกด้วยน้ำ เช่น สบู่เหลว แชมพู ตลอดจนยาสีฟัน

และจากการศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและในคน พบว่าอันตรายของสารนี้ คือ ระคายเคือง ต่อดวงตา และผิวหนัง โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนี้ในผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์สัมผัสร่างกาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนสรุปว่าสาร SLS มีความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งในคน ซึ่งข้อมูลความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งจากสารกลุ่มนี้ อาจมาจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นสารก่อมะเร็ง คือ 1,4 Dioxane แต่ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสารทำความสะอาด สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนนี้ได้ด้วยการใช้ระบบสูญญากาศ (ซึ่งไม่เป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก) อีกทั้งได้มีการศึกษาพบว่า โอกาสที่จะพบ 1,4 Dioxane ในเครื่องสำอางสำเร็จรูปมีน้อย จึงไม่ควรกังวลว่าสาร SLS ในเครื่องสำอางจะก่อให้เกิดมะเร็ง

ทั้งนี้เครื่องสำอางที่ผสมสาร SLS อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้บ้าง เช่น แชมพูเข้าตาทำให้แสบตา หรือฟอกสบู่เหลวนานเกินไป อาจระคายเคืองผิว ทำให้ผิวแห้งได้ ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย มิได้ห้ามใช้สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง แต่หากผู้บริโภคต้องการหลีกเลี่ยงสาร SLS ในเครื่องสำอาง สามารถเลือกใช้เครื่องสำอางที่ฉลากระบุว่า “ Sodium Lauryl Sulfate Free” ได้

ขณะนี้มีสารทำความสะอาดอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ Sodium Laureth sulfate (SLES) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS และยังไม่มีข้อมูลความเสี่ยงเกี่ยวกับการเป็นสารก่อมะเร็ง

ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ควรตื่นตระหนกกับเรื่องนี้จนเกินไป หากพบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสาร หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยเฉพาะข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงบวก หรือเชิงลบ จำเป็นต้องตรวจสอบแหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ตลอดจนข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กระจ่างชัด ก่อนที่จะดำเนินการหรือตัดสินใจใดๆ

แหล่งที่มา: http://www.fda.moph.go.th/prac/watch/tips/sls.shtml

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

ไขมันทรานส์ อันตรายเห็นๆ มาหลีกเลี่ยงกันเถอะ

"ไขมันทรานส์" อันตรายใกล้ตัว
เผย! ส่งผลมากกว่าแค่อ้วน-บั่นทอนชีวิตที่คุณรัก

ของทอด ขนมขบเคี้ยว เค้ก คุกกี้ แครกเกอร์ ขนมปัง ทั้งหลายที่เรียงรายกันอยู่บนชั้นซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านฟาสต์ฟู้ดต่างๆ นั้น ทั้งสีสันและรสชาติของมัน ใครเห็นก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันช่างยั่วน้ำลายเสียนี่กระไร แต่จะมีใครรู้หรือไม่ว่า ภายใต้หน้าตาและรสชาติที่ทำให้คุณติดอกติดใจนั้น มันซ่อนอันตรายต่อสุขภาพที่มากกว่าแค่ทำให้คุณอ้วน (คุณอาจไม่สนใจนัก หากคุณไม่ได้กังวลเรื่องรูปร่างสักเท่าไหร่) แต่มันยังอาจบั่นทอนชีวิตที่คุณรัก ให้สั้นลงโดยไม่รู้ตัว

คุณอาจจะนึกไม่ถึงว่า ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารนั้นมีการแข่งขันกันสูงเพียงไร ยิ่งลดต้นทุนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเก็บกำไรเข้ากระเป๋าได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น จึงมีการใช้ส่วนผสมราคาถูกเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์คงรูปร่างได้นาน และเก็บได้นานมากยิ่งขึ้น นี่เองจึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดเจ้า "ไขมันทรานส์ (Trans fatty acids)" จึงได้เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปประเภทต่างๆ เพราะไขมันทรานส์ ก็คือไขมันพืชที่ถูกนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า "ไฮโดรจิเนชั่น (Hydrogenation)" ซึ่งจะทำให้ไขมันชนิดนี้คงตัวอยู่ได้นานมากขึ้น ดังนั้น อาหารที่ทำจากไขมันทรานส์จึงเก็บได้นาน ไม่เสียง่าย ไม่มีกลิ่นหืน มีรสชาติถูกปาก แถมราคายังไม่แพงอีกด้วย

ไขมันทรานส์ พบมากในอาหารพวกทอดๆ ทั้งหลาย รวมทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมเบเกอรี่ เช่น คุกกี้ ขนมปังที่มีส่วนผสมของ เนยขาว (shortening) และมาการีน (margarine) รวมไปถึงพวกขนมสำเร็จรูปกรุบกรอบต่างๆ ที่เรามักจะซื้อติดไม้ติดมือเสมอตอนไปซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นเอง

ในบรรดาไขมันทั้งหลาย นักโภชนาการจัดให้ไขมันทรานส์นั้นอันตรายเป็นอันดับหนึ่ง เพราะนอกจากมันจะเข้าไปเพิ่มระดับ LDL (low-density lipoprotein) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลวในเลือด เช่นเดียวกับการบริโภคไขมันอิ่มตัว (ไขมันจากสัตว์และน้ำมันปาล์ม) แล้ว มันยังลดระดับ HDL (high-density lipoprotein) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือดอีกด้วย ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรโลกเลยทีเดียว

หากจะกล่าวว่า ขณะนี้ ไขมันทรานส์ ได้กลายเป็นศัตรูอันดับต้นๆ ของคนรักสุขภาพทั่วโลกก็คงจะไม่เกินความจริงไปนัก เพราะในหลายๆ ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ต่างออกข้อบังคับเกี่ยวกับการระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากโภชนาการ และให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการจำกัดการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ นอกจากนี้ บางรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์กได้ออกมาประกาศว่าจะเป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกาที่ปลอดไขมันทรานส์ โดยออกมาตรการให้บรรดาร้านอาหาร ภัตตาคาร และผู้ประกอบการด้านอาหารทั้งหลาย ค่อยๆ ลดการใช้ไขมันชนิดนี้ในการปรุงอาหาร และหยุดใช้โดยเด็ดขาดทั่วทั้งนิวยอร์กภายในเดือน ก.ค.2551

สำหรับในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายใดๆ มาควบคุมการใช้หรือบังคับการระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากโภชนาการ ในฐานะผู้บริโภค เราจึงควรดูแลตัวเองด้วยการระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอด ซึ่งใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ จนหนืด พวกขนมขบเคี้ยวที่เก็บไว้นานๆ ก็ยังกรุบกรอบ รวมทั้ง ที่มีส่วนประกอบของเนยขาวและมาการีน อย่างไรก็ดี แต่ยังนับเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ที่ยังมีผู้ผลิตอาหารที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ด้วยการหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์และใช้ไขมันจากธรรมชาติแทน เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่มีความห่วงใยในสุขภาพของตนเอง เช่น โอ บอง แปง ต้นตำรับเบเกอรี่คาเฟ่ จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ริเริ่มเบเกอรี่สูตร ซีโร่ แกรมส์ ทรานส์ แฟท (Zero Grams Trans Fat) ขึ้นในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 และปัจจุบัน โอ บอง แปง ซึ่งมีสาขากว่า 38 สาขาในประเทศไทย รู้อย่างนี้แล้วก็ต้องเลือกอาหารบริโภคให้ดีนะคะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

มะรุม พืชมหัศจรรย์

วันนี้มีโอกาสได้ท่องเน็ตจนสมใจก็เลยไปเจอบทความที่ชื่อว่า "มะรุม พืชมหัศจรรย์" จากเวปไซด์ http://thaiherbclinic.com/node/141 ก็เลยอยากจะนำมาแบ่งปันให้พี่น้องได้อ่านกันครับ

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมแคปซูลมะรุมที่ร้านจำหน่ายอยู่ถึงได้ขายดีนัก เรามีทั้งแคปซูลและชามะรุมครับ


มะรุม พืชมหัศจรรย์

มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น

ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ด
สรรพคุณ :

ฝัก - ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)

ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก
- แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย

จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

ข้อควรระวัง ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน

"มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก “ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม” ภาคเหนือเรียก “มะค้อมก้อน” ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก “ผักเนื้อไก่” เป็นต้น

ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้

ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง “ผงนัว” กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

คุณค่าทางอาหารของมะรุม
มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบ มะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน
นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

วิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
แคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
โพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
ใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้ แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบ มะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

ประโยชน์ของมะรุม
1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4.ช่วย เพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
11.เป็นยาปฏิชีวนะ

น้ำมันมะรุม
สรรพคุณ
..ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น

ชะลอความแก่
กล่าว กันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย

ฆ่าจุลินทรีย์
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู
ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว

การป้องกันมะเร็ง
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจาก การกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม


ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล
จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก

ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
พลังงาน 26 แคลอรี
โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
ไขมัน 0.1 กรัม
ใยอาหาร 4.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)

ทั้งนี้ กลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลง ทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) โดย
กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย
ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอรอล ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง
สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง

ฤทธิ์ป้องกันตับ
งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลอง เกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีน
ทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้


เอกสารอ้างอิง:

Nature’s Medicine Cabinet by Sanford Holst
The Miracle Tree by Lowell Fuglie
LA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz. WWW.PUBMED.GOV. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok.

นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550

บทความจาก: http://thaiherbclinic.com/node/141

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ สบู่ถ่านและสบู่ถั่วเขียว Urban Tree Organics proudly presents our new products!

#1:::::สบู่ถ่านไม้ไผ่ กลิ่น: เปปเปอร์มินต์
(Bamboo Charcoal Soap, peppermint fragrance)

คุณสมบัติ: สบู่ถ่านไม้ไผ่ ที่ทำจากผงถ่านไม้ไผ่เผาที่อุณหภูมิกว่า 1,000 องศาเซลเซียส จึงสามารถปล่อยประจุไฟฟ้าลบเพื่ ดูดซับสารพิษ และสารเคมีตกค้างในรูขุมขน ปรับสภาพ และบำรุงผิวให้สะอาด สดใสเนียนนุ่ม ระงับกลิ่นกาย และเชื้อแบคทีเรีย

ส่วนประกอบ: Ingredient: Coconut oil, palm kernel oil, rice bran oil, mineral water, bamboo charcoal powder, fresh orange essencial oil, peppermint fragrance

#2:::::สบู่ถั่วเขียว กลิ่นน้ำนมข้าว
(Green Bean Soap, rice milk fragrance)

คุณสมบัติ: สบู่ถั่วเขียวผสมขมิ้นชัน ปลอดสารพิษ ดูดซับความมัน และขจัดคราบไคล ทำให้ผิว
สะอาด ไม่แห้งตึง ลดอาการอักเสบและบำรุงผิวพรรณให้นุ่มเนียน เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย

ส่วนประกอบ: Ingredient: Coconut oil ,palm kernet oil,soy bean oil,mineral water,green bean powder,rice milk fragrance

ราคา: ๓๕ บาท (35 baht per item)

น้ำมันมะพร้าว...ผู้ร้ายที่กลับกลายมาเป็นพระเอก::ตั้งตัว บทความจาก the-arokaya.com

น้ำมันมะพร้าว...ผู้ร้ายที่กลับกลายมาเป็นพระเอก::ตั้งตัว
บทความจาก www.the-arokaya.com โดยหมอแดง

นิตยสารตั้งตัว กันยายน 2550
น้ำมันมะพร้าว........ผู้ร้ายที่กลับกลายมาเป็นพระเอก (ขี่ม้าขาวซะด้วย)

ที่ เขาบอกกันว่า “ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน” นั้นคงไม่เกินความจริงไปมากนัก อะไรที่ว่าดีหรือใครที่ว่าดีๆสุดยอด ได้รับการยกย่องเชิดชู ก็อาจกลับกลายเป็นสุดแย่ อะไรที่เคยถูกมองถูกกล่าวหาว่าเป็นของไม่ดี เป็นผู้ร้าย ก็อาจกลับกลายเป็นของดี หรือเป็นพระเอกขึ้นมาได้

“น้ำมัน มะพร้าวและกะทิ” ที่เรากลัวกันนักหนา ในแวดวงการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์โรคหัวใจไม่ว่าของต่างประเทศหรือของไทยเราบอกว่า อย่ากินหรือกินให้น้อยๆ หน่อย เพราะมันเป็นน้ำมันที่อิ่มตัว ทำให้คอเลสเตอรอลสูง เป็นต้นเหตุให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้หัวใจวายเพราะขาดเลือด และบอกให้เราไปรับประทานน้ำมันที่ไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอยแทน ซึ่งน้ำมันเหล่านี้ ต้องนำเข้า หรือซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตมาจากประเทศอเมริกาเป็นส่วนใหญ่

เรา และเพื่อนบ้านชาวเอเซีย รวมถึงหมู่เกาะต่างๆในแถบแปซิฟิค ที่เคยมีมะพร้าวเป็นส่วนประกอบของอาหารในการดำเนินชีวิต รวมถึงเป็นสินค้าส่งออก ต่างประสบปัญหาไปตามๆ กัน อย่าว่าแต่จะส่งออกเลย ภายในประเทศก็ยังขายไม่ค่อยได้ ต่างก็พากันหลงเชื่อ และหลีกหนี “กะทิและน้ำมันมะพร้าว” โรงงานผลิดน้ำมันมะพร้าวต้องปิดตัวลง ชาวสวนมะพร้าวขายมะพร้าวไม่ได้ ไม่คุ้มค่าจ้างลิงเก็บมะพร้าว พากันโค่นต้นมะพร้าวเอาพื้นที่ไปเลี้ยงกุ้ง ทั้งลิงและคนเลี้ยงลิงต้องพากันตกงาน หันไปแสดงโชว์การเก็บมะพร้าวให้คณะทัวร์ดูบ้าง รับจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายทำโฆษณากระเบื้องมุงหลังคา หรือไม่ก็ไปแสดงละครลิง เพื่อความอยู่รอด

เมื่อ เราเลิกกิน เลิกใช้น้ำมันมะพร้าว หันไปกินไปใช้น้ำมันประเภทไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นน้ำมันถั่วเหลืองเป็นส่วนใหญ่ ปรากฎว่าได้ผล(เสีย)เกินคาด ประชาชนพลเมือง พากันอ้วนพุงพลุ้ยกันเป็นแถว ตามติดมาด้วยโรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะประเทศอเมริกา(ตัวต้นเหตุ) ก็ต้องรับผลกรรมนี้ไปเต็มๆ ก็ถือว่าสมควรแก่เหตุ ที่มารังแกชาวสวนมะพร้าวของพวกเรา

และ ก็เป็นนักวิจัยของอเมริกาเองอีกนั่นแหละ ที่มาเปิดโปงความดีความงามของ “น้ำมันมะพร้าว” ที่ถูกนักวิจัยที่นิสัยไม่ดี ปกปิด ซ้อนเงื่อนงำเอาไว้ แล้วกลับไปยกย่องเชิดชูน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด ที่อเมริกาผลิตขึ้นออกขายเอง (หวังจะรวยคนเดียว) แต่ความจริงก็คือความจริง จะปิดบังอย่างไรก็ปิดไม่ได้หรอกครับ

และแล้ว “มะพร้าว” ก็กลับมาเหมือนพระเอกขี่ม้าขาว ที่ได้รับชัยชนะได้รับการยกย่องเชิดชูเป็น “ต้นไม้ให้ชีวิต (Tree of Life)” เพราะเป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าเอนกประสงค์ ใช้ประโยชน์ได้หมด ตั้งแต่ราก จนถึงสุดปลายยอด ใช้กิน ใช้ทา ใช้เป็นยา ใช้ปลูกสร้างบ้านเรือน เครื่องใช้ไม้สอยได้สารพัด จนบรรยายไม่หมด


นับแต่นี้ต่อไป เราจะได้กินได้ใช้มะพร้าว โดยเฉพาะ “น้ำมันมะพร้าวและกะทิ” กันอย่างหน้าชื่นตาบานกันเสียที ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ กลัวใครจะว่า เราคงกินแกงเขียวหวานไก่ ลอดช่องแตงไทยใส่น้ำกระทิได้อย่างสบายใจ ไม่มีใครมาคอยดุด่าเรา ให้ลำคาญใจ หาว่าเราไม่รักสุขภาพ (หลังจากที่เราถูกสอนให้กลัวน้ำมันมะพร้าวและกะทิ กันมาร่วม 40 ปี)

ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา ประธานเครือข่ายพืชปลูกพื้นเมืองไทย ซึ่งท่านเป็นตัวตั้งตัวตีในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวให้คน ไทยได้เข้าใจถึงคุณค่า ได้รวบรวมข้อมูลผลงานวิจัย และเขียนบทความไว้มากมาย และที่ง่ายๆ คือหาข้อมูลจากเว็ปไซด์ ผมขอยกเอาคุณสมบัติบางส่วนของ “น้ำมันมะพร้าว”มาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ รับรู้ไว้บ้าง จะได้ไม่เชย

น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันจากพืชชนิดเดียวในโลก ที่มี “กรดลอริก” อยู่ในปริมาณที่สูงมาก (48-53 เปอร์เซ็นต์) และกรดชนิดนี้เองที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติที่ดีเด่น และพิเศษกว่าน้ำมันพืชอื่นๆ ในการเสริมสุขภาพและความงามของมนุษย์

เมื่อร่างกายรับ “กรดลอริก” นี้เข้า จะเปลี่ยนเป็น “โมโนลอริน” ซึ่งเป็นสารตัวกับที่อยู่ในน้ำนมแม่ ที่ช่วย
สร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกในระยะ 6 เดือนแรก ที่ร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กระยะแรกเกิดไม่ค่อยเป็นโรคอะไร

โม โนลอริน เป็นสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคทุกชนิด ที่ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตซัว และไวรัส รวมทั้งเชื้อที่ก่อให้หลอดเลือดแข็งตัว เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้น้ำมันมะพร้าวมี่ข้อดีเด่น 3 ประการ

เชื้อโรคที่ยาปฏิชีวนะทั่วไปทำลายไม่ได้ เพราะมัน หัวแข็ง เนื่องจากมีเกราะที่เป็นไขมันห่อหุ้มเยื่อของเซล น้ำมันมะพร้าวจะทำลายเกราะนี้ลงไ ด้ เพื่อเปิดโดกาสให้โมโนลอรินเข้าไปฆ่าทีหลัง

  1. น้ำมัน มะพร้าว ไม่เพิ่มการดื้อยาของเชื้อโรค ดังเช่นยาปฏิชีวนะทั่วๆ ไป ซึ่งมักจะเกิดปัญหาที่ต้องใช้ยาในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ใช้ไม่ได้อีก
  2. สาร ปฏิชีวนะในน้ำมันมะพร้าว ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ และจะถูกสร้างขึ้นในร่างกายของมนุษย์ เมื่อบริโภคอาหารที่มีกรดลอริก อีกทั้งไม่เป็นอันตรายต่อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้

    นี่ แค่พูดกันถึงของดีที่อยู่ในน้ำมันมะพร้าวเพียงตัวเดียว ยังยอดเยี่ยมขนาดนี้ ยังมีของดีอีกมากมาย เช่น วิตามินอี ที่เป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระ และใช้ในการสร้างเสริมความงามได้ตลอดทั้งตัว ตั้งแต่เส้นผม ถึงปลายนิ้วเท้าเลยทีเดียว

    ช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ เพราะน้ำมันมะพร้าว มีคอเลสเตอรอลน้อยมาก น้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันพืชตัวอื่นๆ ที่ใช้กันอยู่ และวิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว จะช่วยลดความหนืดของเลือด ขยายหลอดเลือด และป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

ช่วย เร่งอัตราการเผาผลาญอาหาร หรือให้มีขบวนการเมตาบอลิซึมสูง เกิดเป็นพลังงานสำหรับใช้ในการดำรงชีวิต อีกทั้งยังช่วยทำลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่ นำไปใช้เป็นพลังงาน ทำไห้ “ไม่อ้วน หรือสามารถลดความอ้วนถ้าอ้วนอยู่ก่อนแล้ว” ข้อนี้คงถูกใจสาวๆ และ สาวน้อยทั้งหลาย ที่มีปัญหาอยู่แน่ๆ

เมื่อ เร่งขบวนการเผาผลาญอาหาร น้ำตาลก็ต้องถูกกำจัดไปด้วย ทำให้ร่างกายไม่สะสมน้ำตาล จึงเป็นการลดอัตราการเกิด “โรคเบาหวาน” หรือเป็นการควบคุมน้ำตาลในผู้ที่เป็นอยู่แล้ว

โรคต่อมลูกหมากโต ที่เป็นโรคที่สุภาพบุรุษสูงอายุเผชิญกันอยู่ ให้ใช้น้ำมันมะพร้าวมากินเลย ผมได้ให้คนไข้ที่เป็นโรคนี้มาช้านาน บอกเวลาปัสสาวะทีไม่ค่อยจะลงโถส้าม มันส่ายซ้ายทีขวาที ขึ้นบนลงล่าง มั่วไปหมด ปรากฏว่าอาการดีขึ้น ภายใน 10 วัน เคยตื่นขึ้นปัสสาวะ 7 ครั้ง ก็เหลือ 2 ครั้ง ปัสสาวะได้ครั้งละมากๆ

และ ยังช่วยและยับยั้งโรคอีกหลายโรค เช่น โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย โรคมะเร็งผิวหนัง โรคกระดูก โรคที่เกิดจากเชื้อต่างๆ โรคผิวหนัง รังแคหนังศรีษะ ใช้ชโลมตัว ทำให้ผิวสวย ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ประโยชน์มากมายเลย แล้วท่านจะไม่ลองใช้ดูบ้างหรือ ควรลองนะ ไม่น่าเสียหายอะไร

ใช้ กินได้เลย วันละ 3- 4 ช้อนโต๊ะใส่ในกาแฟ น้ำชา หรือเทใส่ช้อนเข้าปาก แล้วดื่มน้ำอุ่นๆ ตามได้เลย ไม่ยากลองดูสักเดือนสองเดือน ก็จะเห็นผลว่าดีหนือไม่

น้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็นกับการลดน้ำหนัก

น้ำมันมะพร้าวกับการลดน้ำหนัก

หากคุณเป็นคนอ้วนคนที่พยายามลดความอ้วน โดยการรับประทานอาหารประเภทไขมันต่ำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่สำเร็จ ไม่ต้องเสียใจไป เพราะคุณไม่ใช่คนเดียวหรอกที่ไม่สามารถลดความอ้วนได้ด้วยการรับประทานอาหาร ไขมันต่ำ

สัจธรรม อันหนึ่งก็คือ อาหารไขมันต่ำ ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักอย่างถาวรแต่อย่างใด คุณอาจจะลดน้ำหนักลงได้ชั่วครั้งชั่วคราว ถ้าคุณสามารถอดอาหารได้ แต่คุณต้องทนหิวอย่างสุดแสนจะทรมานตลอดเวลา และเพื่อที่จะลดน้ำหนักส่วนเกินของคุณออกไป มันเป็นการยากที่จะกินอาหารไขมันต่ำเป็นระยะเวลานาน ๆ และคนส่วนใหญ่ มักกลับไปกินอาหารแบบเดิม และนี่เอง ที่ทำให้เพิ่มน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิม มีผลงานวิจัยที่แสดงว่า คนที่บริโภคอาหารที่มีไขมันอย่างพอเพียง จะกินอาหารน้อยกว่าคนที่พยายามลดปริมาณไขมันในอาหาร ยิ่งคุณกินน้อยเท่าไร ปริมาณแคลอรีก็จะน้อยตามไปด้วย ดังนั้นการได้ปริมาณไขมันในอาหารอย่างพอเพียง จึงมีความจำเป็นสำหรับการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างถาวร ในขณะที่ไขมันทุกชนิดสามารถระงับความอยากกินอาหารได้ แต่มีไขมันบางอย่างที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าอย่างอื่น ในเรื่องนี้ ได้มีนักวิจัยที่มหา วิทยาลัยแม๊กกิล ในเมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ที่ได้ปรุงอาหารไขมันสูตรพิเศษ ที่ช่วยรักษาโรคอ้วนได้ อาหารนี้บริบูรณ์ด้วยไขมันที่ประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์สายโซ่ขนาดกลาง (medium-chain triglycerides-MCT) ในขณะที่อาหารส่วนใหญ่ ที่เราบริโภคเป็นประจำ เป็นไขมันที่ประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์สายโซ่ขนาดยาว (long-chain triglycerides-LCT) ขนาดของโมเลกุลของไขมันมีความสำคัญมาก เพราะร่างกายของเราแปรรูปและเปลี่ยนมันให้เป็นพลังงานในกระบวนการเมตาบอลิส ซึม (metabolism) แตกต่างกันตามขนาดของโมเลกุล

น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์มเมล็ดใน เป็นน้ำมันพืชเพียง 2 ชนิดที่เป็นไขมันประเภท MCT โดยที่น้ำมันมะพร้าวมี MCT มากที่สุด คือ 66% ในขณะที่ น้ำมันปาล์มเมล็ดใน มี 57%

ในการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน Journal of Nutrition พบว่าอาหารที่ประกอบด้วย MCT ทำให้เกิดการเพิ่มพลังงาน, การเพิ่มกระบวนการเมตาบอลิสซึม, การเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี, การลดการบริโภคอาหาร, การลดมวลไขมันในร่างกาย และ การลดน้ำหนักตัว ดังนั้นผู้วิจัยจึงแนะนำให้ใช้น้ำมันที่ประกอบด้วย MCT เช่นน้ำมันมะพร้าว เพื่อใช้ในการลดไขมันส่วนเกิน ควบคุมน้ำหนักตัว และแม้กระทั่งลดความอ้วน

เหตุผล หนึ่งที่น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการลดไขมันของร่างกาย และลดน้ำหนัก ก็เพราะมันมีพลังงานน้อยกว่าไขมันอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวจึงได้ชื่อว่า เป็นน้ำมันชนิดเดียวในโลก ที่เป็นไขมันธรรมชาติ ที่มีแคลอรีต่ำที่สุด เมื่อคุณเติมน้ำมันมะพร้าวลงในอาหาร คุณสามารถกินอาหารชนิดเดียวกับที่คุณเคยกิน แต่ได้แคลอรีน้อยกว่า

นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวยังมีผลต่อกระบวนการเมตาบอลิสซึม MCT ในน้ำมันมะพร้าว มีขนาดเล็กกว่าในน้ำมันอื่น ๆ เพราะฉะนั้น มันจึงถูกย่อยได้เร็วมาก เร็วจนกระทั่งร่างกายของเรา ใช้มันเป็นแหล่งของพลังงานทันที มากกว่าที่จะนำไปสะสมเป็นอาหารสำรองในรูปของไขมันที่ไปสะสมในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะว่า MCT ถูกใช้โดยร่างกายเป็นแหล่งของเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงาน มันจึงมีผลในการกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิสซึม ช่วยเพิ่มการใช้แคลอรีของร่างกาย

ด้วย เหตุนี้ แคลอรีที่เราบริโภคเข้าไปในรูปของอาหาร จึงถูกเผาผลาญในอัตราสูงขึ้น จึงมีจำนวนน้อยที่เหลือสะสมเป็นไขมันในร่างกาย การกระตุ้นเมตาบอลิสซึมนี้ เกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมงหลังจากกินอาหารที่มี MCT ผลลัพธ์ก็คือ คุณได้พลังงานที่เพิ่มขึ้น และเผาผลาญแคลอรีในอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังจากกินอาหาร เข้าไป อีกสิ่งหนึ่งที่น้ำมันมะพร้าวช่วยได้ก็คือ มันช่วยลดปริมาณรวมของการบริโภคอาหารและแคลอรี น้ำมันมะพร้าวช่วยได้ดีกว่าน้ำมันอื่น ๆ เมื่อเติมน้ำมันมะพร้าวลงไปในอาหาร คุณจะกินอาหารได้น้อยลง และรู้สึกอิ่มนานขึ้น จึงไม่กินมากขึ้นในมื้อต่อไป

การ เปลี่ยนประเภทของน้ำมันที่ใช้ในการเตรียมอาหาร เป็นวิธีที่ง่าย และสะดวก แต่ช่วยให้คุณลดน้ำหนักลงได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร ทั้งนี้ เพราะคุณไม่ต้องปรับสภาพการกินอาหาร หรือเปลี่ยนชนิดของอาหาร และที่สำคัญ คุณไม่ต้องทนทรมานในการอดอาหาร หรือกินอาหารไขมันต่ำที่ปราศจากรสชาติ แต่มีราคาแพงลิบลิ่ว นอกจากนั้น ยังเป็นวิธีที่ได้ผลอย่างถาวร.